Our Recent Posts

Archive

Tags

เจาะลึกวิธีการใช้ปลั๊กอิน Reverb ที่คนทำเพลงต้องรู้!


เคยสงสัยกันมั้ยว่า เวลาเราได้ยินเสียงอะไรสักอย่างในชีวิตประจำวัน เรารู้ได้ยังไงว่าเสียงนั้นมาจากทางไหน? อยู่ใกล้หรืออยู่ไกล? อยู่ในห้องขนาดเล็กหรือใหญ่? คำตอบก็คือ นอกจากเสียงที่มาจากแหล่งกำเนิดเสียงโดยตรงแล้ว เรายังได้ยินเสียงที่ไปสะท้อนไปมากับวัตถุต่างๆ รอบตัวเรา เป็นร้อยๆ พันๆ ครั้งก่อนจะมาถึงหูของเราอีกด้วย ทั้งเสียงตรงและเสียงสะท้อนนี้ถูกประมวลผลโดยสมองของเราภายในเวลาชั่วพริบตา ทำให้เรารู้ตำแหน่งของแหล่งกำเนิดเสียงได้ในทันที

ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของเสียงสะท้อนดังกล่าวที่มีอยู่ในธรรมชาติ และนำความรู้ตรงนี้มาใช้ประโยชน์ในการตั้งค่า parameters ต่างๆ ในปลั๊กอิน reverb เพื่อให้คุณสามารถสร้างบรรยากาศของห้อง วางตำแหน่งเครื่องดนตรีให้มีมิติหน้า-หลัง และปรับเปลี่ยนบุคลิกเสียงของเครื่องดนตรีต่างๆ ในมิกซ์ของคุณได้ตามต้องการมากขึ้น

มาทำความเข้าใจกับ Reverb กันก่อน

ผมเชื่อว่าตอนนี้หลายๆ คนกำลังอ่านบทความนี้จากมือถือ แท็บเล็ต หรือไม่ก็คอมพิวเตอร์ ผมอยากให้ลองมองหาลำโพงอะไรก็ได้ที่อยู่ใกล้ตัวคุณที่สุดตอนนี้ สมมุติว่าเป็นลำโพงมือถือก็ได้ ต่อไปนี้เราจะเรียกลำโพงมือถือนี้ว่า “แหล่งกำเนิดเสียง” (sound source)

ทีนี้สมมติว่าคุณเปิดลำโพงให้มีเสียงออกมา แล้วลากเส้นตรงจากแหล่งกำเนิดเสียงมาที่หูของคุณ เราเรียกเสียงที่เดินทางมาที่หูคุณโดยตรงนี้ว่า “direct sound” ซึ่งปกติ direct sound จะชัด แห้ง และมีรายละเอียดที่สุด

ต่อไปคุณลองลากเส้นตรงจากแหล่งกำเนิดเสียง ไปหาวัตถุอะไรก็ได้ก่อน (ผนังห้อง โต๊ะ พื้น เพดาน) ให้สะท้อน 1 ครั้ง แล้วลากเส้นกลับมาที่หูของคุณ เราเรียกเสียงนี้ว่า early reflection หรือเสียงสะท้อนครั้งแรก เสียงนี้จะชัดรองลงมาจาก direct sound แต่จะทำให้คุณรู้ขนาดของห้องรอบๆ ตัวคุณ

สุดท้ายคือเสียงที่เดินทางไปในเส้นทางอื่นๆ และมีการสะท้อนไปมาตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ก่อนจะเดินทางมาถึงหูของคุณ ซึ่งเสียงในกลุ่มนี้มีความเป็นไปได้เป็นร้อยๆ พันๆ เส้นทาง เราเรียกเสียงนี้ว่า reverb tail เป็นเสียงที่มัวๆ ขุ่นๆ ไม่ค่อยชัด ยิ่งสะท้อนก็ยิ่งสูญเสียพลังงานออกไป เมื่อนำ direct sound + early reflection + reverb tail มารวมกัน เราก็สามารถบอกได้ไม่ยากว่าเสียงนั้นมาจากทิศไหน อยู่ไกลแค่ไหน และห้องที่เราอยู่มีขนาดใหญ่หรือเล็ก

เมื่อเข้าใจแล้วเราอาจจะนิยามได้ว่า “reverb คือเสียงที่ออกจากแหล่งกำเนิดเสียง แล้วไปสะท้อนกับพื้นผิวใดๆ ก็ตามตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไปก่อนจะมาถึงจุดรับเสียง” หรือ reverb = early reflection + reverb tail นั่นเอง

บทบาทของ Reverb ในการทำเพลง

ในดนตรีบางประเภทเช่น ดนตรีสำหรับวงออร์เคสตราหรือดนตรีแจ๊ส การบันทึกเสียงโดยมีทั้งไมค์ที่จับ direct sound ของแต่ละเครื่องดนตรี และไมค์ที่จับ reverb ธรรมชาติจากมุมต่างๆ ในห้อง จะให้ผลลัพท์ที่สมจริงและเป็นธรรมชาติที่สุด เพราะเราบันทึกทั้ง direct sound, early reflection, และ reverb tail ออกมาจากสถานที่จริงในสถานการณ์จริงเลย

แต่ในดนตรีประเภทอื่นๆ เช่นดนตรีป๊อป ดนตรีร้อค ฯลฯ แต่ละเครื่องดนตรีอาจจะไม่ได้อัดพร้อมกัน หรือสถานที่แสดงอาจจะไม่ได้ให้ reverb ที่ดีที่สุดสำหรับเพลงนั้นๆ การทำเพลงในสตูดิโอส่วนมากจึงนิยมอัดเสียงแบบอัดเฉพาะ direct sound โดยการตั้งไมค์ให้ใกล้กับเครื่องดนตรี (close miking technique) และการบุแผ่นซับเสียง (acoustic panels) ในห้องอัดเพื่อลด reverb ออกให้ได้มากที่สุด ผลลัพท์ที่ได้คือเสียงที่แห้งและสะอาด พร้อมที่จะนำไปมิกซ์ด้วย reverb เทียมให้เข้ากับเครื่องดนตรีอื่นๆ ในเพลง

ประเภทของปลั๊กอิน Reverb

เมื่อเสียงที่เราอัดมามีแต่ direct sound เราก็ต้องนำมาใส่ปลั๊กอิน reverb เพื่อจำลองเสียงสะท้อนขึ้นมาเอง โดยการจำลองเสียง reverb ด้วยซอฟแวร์นั้นมีวิธีการหลักๆ อยู่สองวิธีด้วยกันคือ

1) Convolution Reverb เป็นการเข้าไปบันทึกเสียงจากสถานที่จริงเช่น ห้องแสดงดนตรี คอนเสิร์ตฮอล โบสถ์ ฯลฯ โดยใช้คลื่นเสียง (impulse) เพื่อบันทึกว่าสถานที่ดังกล่าว จะตอบสนองต่อคลื่นเสียงอย่างไร (impulse response) ปลั๊กอินประเภทนี้จึงให้เสียงที่เป็นธรรมชาติที่สุด คล้ายกับอยู่ในสถานที่นั้นๆ จริง และใช้งานง่ายเพราะแค่โหลด impulse response ของห้องที่ต้องการขึ้นมาก็พร้อมใช้งานแล้ว

2) Algorithmic Reverb เป็นการใช้หลักคณิตศาสตร์มาคำนวณเพื่อสังเคราะห์เสียง reverb ขึ้นมาเอง ไม่ได้อ้างอิงสถานที่จริง reverb ประเภทนี้มีข้อดีคือความยืดหยุ่นของมัน เราสามารถปรับจูนค่าต่างๆ ได้เยอะกว่า ถึงแม้เสียงอาจจะไม่เป็นธรรมชาติเท่าประเภทแรก แต่ reverb ประเภทนี้ก็ให้ effect ที่น่าสนใจกว่าในหลายๆ บริบทของการมิกซ์ เช่นการมิกซ์เพลงป๊อปที่ไม่ต้องการความสมจริงของสถานที่ แต่ต้องการโทนเสียงและน้ำเสียงที่เหมาะสมและดึงดูดความสนใจเป็นหลัก

ตัว Convolution Reverb นั้น มีการใช้งานที่ง่ายและตรงไปตรงมาเพราะอิงจากสถานที่จริง ปรับอะไรได้ไม่มากนัก แต่ตัว Algorithmic Reverb มักจะมีปุ่ม parameters ต่างๆ ให้ปรับเยอแยะไปหมด ถึงแม้ว่าในแต่ละปลั๊กอินจะมีการออกแบบหน้าตา interface ที่ต่างกัน แต่หากคุณเข้าใจหลักการทำงานของ Algorithmic Reverb โดยรวม คุณก็จะสามารถทำความคุ้นเคยกับปลั๊กอินได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งผมจะแบ่งการตั้งค่าของมันออกเป็น 8 ส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

1. เลือก Algorithm ให้เหมาะสม

ปกติปลั๊กอินจะมากับ algorithm ต่างๆ ให้เลือกใช้ ซึ่งชื่อของ algorithm ก็จะอธิบายลักษณะของ reverb อยู่แล้ว เช่น room, hall, และ church คือขนาดของห้องขนาดเล็ก, หอแสดงขนาดกลาง, และโบสถ์ขนาดใหญ่ แต่บางทีก็จะเจอศัพท์แปลกๆ บางคำที่ไม่คุ้นตามาให้เห็นเช่น

- Plate reverb เป็น reverb สังเคราะห์ที่เน้นเสียงสูง บุคลิกเสียงจะออกสว่างและกระด้าง อาจเหมาะกับเครื่องดนตรีที่เด่นย่านสูงเช่น hi-hat, cymbals

- Ambience reverb เห็นชื่อแล้วอาจจะคิดว่าเป็นหางเสียงยาวๆ แต่โดยมาก ambience reverb มักเป็น reverb สั้นๆ ที่เพิ่มบุคลิกให้กับเสียงเฉยๆ มีทั้ง bright ambience ที่เพิ่มความสว่างให้เสียง และ dark ambience ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักและเนื้อเสียง

- Non-linear reverb เป็น reverb ที่ dynamic envelope (หรือที่เรียกกันว่า ADSR - Attack, Decay, Sustain, และ Release) ของมันถูกกลับจากหลังเป็นหน้า คือปกติ reverb อื่นๆจะเริ่มจากดังแล้วค่อยๆ จางหายไป แต่เจ้า non-linear reverb จะค่อยๆ ดังขึ้นแล้วหายไปอย่างรวดเร็วแทน บางครั้งนิยมใช้กับกลองและ snare drum เพื่อให้บุคลิกเสียงที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

2. Pre-delay ควรสั้นหรือยาว?

Pre-delay คือช่องว่าง (เป็นมิลลิวินาที - ms) ระหว่างเสียงแห้งกับเสียง reverb เช่น ถ้า pre-delay = 1000 ms แปลว่าคุณจะได้ยินเสียงแห้งๆ ของเครื่องดนตรีมาก่อน จากนั้น reverb ของมันจะตามมาในอีก 1 วินาที

ทีนี้ pre-delay จะสั้นหรือยาวดี? ในชีวิตจริงขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเครื่องดนตรี ถ้าคุณอยู่ในหอแสดงขนาดใหญ่และเครื่องดนตรีตั้งอยู่ตรงหน้าคุณ เสียง direct sound จากเครื่องนั้นจะมาถึงหูของคุณก่อน ส่วนเสียง reverb ที่เดินทางไปสุดหอแสดงแล้วสะท้อนกลับมาอีกรอบ จะมาถึงหูของคุณทีหลัง ดังนั้น pre-delay ยาว จึงทำให้รู้สึกว่าเครื่องดนตรีอยู่ใกล้

ในทางกลับกันถ้าเครื่องดนตรีอยู่ไกลสุดสายตา ชิดกับของผนังหอแสดง เสียงสดที่มาจากเครื่องดนตรี กับเสียงที่สะท้อนกับผนังหอแสดง จะมาถึงหูคุณในเวลาพร้อมๆ กัน นั่นก็แปลว่า pre-delay สั้น ทำให้รู้สึกว่าเครื่องดนตรีอยู่ไกล และเสียงสดของเครื่องดนตรีจะผสมปนเปไปกับเสียง reverb

เทคนิกในการมิกซ์ทั่วไปคือ pre-delay ที่ยาวเหมาะกับแนวเครื่องดนตรีที่เป็นแนวหลัก เช่นนักร้อง, ลีดกีตาร์ เพราะ reverb ไม่มาทำให้ directs sound ขุ่นมัวลง เสียงจึงมีความสดและได้ยินชัดกว่า ส่วน pre-delay ที่สั้นเหมาะกับการเพิ่มเนื้อเสียงให้กับเครื่องดนตรีต่างๆ เช่น กลองชุด (โดยเฉพาะ snare drum) เพราะ reverb จะไปรวมกับเสียง direct sound ทำให้เนื้อเสียงมีความหนาแน่นยิ่งขึ้น

แต่อย่าลืมว่า ในมิกซ์เพลงๆ นึงคุณสามารถตั้งค่า pre-delay ของแต่ละเครื่องดนตรีก่อนส่งไปหา reverb ให้ยาวไม่เท่ากันเพื่อสร้างมิติ หน้า-หลัง ในมิกซ์ได้ เช่นเสียงของเครื่องดนตรีที่อยู่ข้างหน้าถูกส่ง (send) ไปหา bus 1 ที่มี delay 100ms ส่วนเครื่องดนตรีที่อยู่ข้างหลังถูกส่ง (send) ไปหา bus 2 ที่มี delay 10ms จากนั้นสัญญาณจากทั้ง bus 1 และ bus 2 จะผ่าน (output) ออกไปหา reverb เดียวกันที่ bus 3 เป็นต้น<